Archive for October 4th, 2008

4th October
2008
written by admin


มัสยิดใหญ่ที่กรุงบรัซเซล

นึกถึงสมัยตอนอยู่เบลเยี่ยม เพราะมีคำถามถามถึงมุสลิมในยุโรปเข้ามา

จริงๆแล้วที่ยุโรปมีมุสลิมเยอะมากๆ โดยส่วนมากแล้วจะเป็นชาวเมือง โมร็อคโค แอลจีเรีย ตุรกี อบยพ เข้ามาอยู่ เป็นประชากรระดับ 2
ส่วนมากจำทำอาชีพที่เป็นงานบริการ ส่วนมาก ที่เบลเยี่ยมจะเป็นโมร็อคโคอยู่เยอะ ถ้าเป็นฝรั่งเศส หลักๆก็จะเป็นพวก แอลจีเรีย ส่วนที่ เนเธอแลนด์ จะเป็นตุรกี

ตอนไปเบลเยี่ยมใหม่ๆ ก็ได้ยินเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยดีนัก คือเป็นเรื่องในแง่ๆลบ ซอลแรกๆก็แบบพวกหัวค้าน ว่า เห้ยไม่ใช่หน่า
ซอลก็ไม่ใช่พวก Racist เลย มีเพื่อน เป็นต่างชาติเยอะมากๆ เพื่อนสนิทเป็น โมร็อคโคด้วยซ้ำ

หลังๆอยู่นานๆเข้า ก็เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงพูดในแง่ลบอย่างนั้น ซึ่งเป็นความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้
พวกวัยรุ่น ต่างชาติพวกนี้ มักเข้ามาสร้างความวุ่นวายเช่น ขโมยบ้าง ก็อาชญากรรมบ้าง ทำร้ายร่างกายบ้าง

ถ้าเราไปดูใน คุกเบลเยี่ยมจะพบว่า ประชนกรชาวคุก (ฮ่าๆ) ส่วนมากเป็นพวกนี้ทั้งนั้นแหละ
เป็นเรื่องที่หน้าเศร้า ที่เขาพวกนี้เรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิม อาจจะเป็นเพราะ ถือกำเนิดมาเป็นมุสลิม แต่เหมือนกับว่า อิสลาม ไม่ได้สิงอยู่ในร่างกายและจิตใจของเขาเลย จะว่าไม่อยู่ก็ไม่ถูก เพราะดูเหมือนพวกนี้จะรักที่จะเป็นมุสลิมด้วย แต่การกระทำของเขามันขัดกัน
บางทีผมยังคิดเลยว่า มุสลิมที่ไทย เคร่งกว่าพวกนี้อีก

แต่ที่นั่นพวกที่เคร่งครัดศาสนาก็มีน่ะ อย่างที่ โรงเรียนเก่าที่เป็นโรงเรียนสายสามัญ มีเพื่อนผู้หญิงคนนึงเป็นโมร็อคโค ตอนนั้นอายุ 16-17 เห็นจะได้ เป็นผู้หญิงที่น่ารัก เรียนเก่ง แล้วก้เคร่งศาสนาเอามากๆ ความดีของเธอทำให้เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ และ ครูๆทุกคนในโรงเรียน และเธอก็แต่งงานตอนอายุ 17 นั่นแหละ คิดว่าคงเป็นการแต่งงานตามซุนนะห์ คือเธอไม่คบกับใครเป็นแฟนมาก่อน (หลายคนอาจจะงง) สามีของเธอเป้นคนดีมีศาสนาเหมือนกัน พอแต่งได้สักไม่กี่เดือน เพื่อนคนนี้ก็ท้อง แล้วหยุดเรียนไปปีนึง ทีนี้ผมย้ายโรงเรียนไปแล้ว มาเจออีกทีตอนอายุ 21 เขาเดินผ่านหน้าซอลไปตอนกำลังดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ซอลก็ ว่าใครหน้าคุ้นๆ ก็เลยวิ่งตามไป เรียกเค้า แต่แบบมันจำชื่อไม่ได้จริงๆติดที่ริมฝีปากก็เลยประมาณว่าเดินแซงไปเดินดักหน้าเค้า แล้วเค้าก็ทำหน้า งงๆ แล้วเค้าก็ทำหน้าประมาณว่า อ๋อ.. เป็นไงบ้างสบายดีไหม เราเลยถามว่ามาทำไรแถวนี้ เค้าบอกบ้านอยู่แถวนี้ แล้วก็แยกย้าย

เมื่อก่อนตอนผมยังไม่ไว้เครา เวลาไปไหนเพื่อนบอกว่าเป็นมุสลิมเค้าจะดูๆตกใจนะว่ามีมุสลิมที่ไทยด้วยหรอ แล้วก็จะปฏิบัติกับเราดีมากๆ เหมือนรัก เราเอ็นดูเรา อยู่กับเพื่อนๆ ก็เป็นที่รักที่เอ็นดูของเพื่อนๆ ฮิ้วๆๆ

มัสยิดที่นี่มีมัสนิดใหญ่่ อาคารเป็นโดม สูง สามชั้น ชั้นล่างจะเป็นโรงเรียนสอนศาสนา สอนภาษาอาหรับ สอนกุรอ่าน ส่วนชั้นบนจะเป็นมัสยิด สำหรับทำการละหมาด 5 เวลา ตัวอาคารอยู่ในย่านที่เป็นที่ทำงานของสำนักงานสหภาพยุโรป ซึ่งที่ถือว่าย่านที่เป็นย่านธุรกิจระหว่างประเทศ

เวลาละหมาดอีดคนจะเยอะมาก 3 ชั้น รวมทั้งตัวอาคารจะแน่นมากๆในห้องทุกห้องจะมีคนเข้าไปละหมาด จนล้นออกมาข้างนอกตัวตึก
ถือว่าเยอะจริงๆ แล้วไม่ใช่มีมัสยิดเดียว จริงๆในย่านมุสลิม มีมัสยิดเยอะมากๆ เคยไปละหมาดกับเพื่อนบางทีเดินผ่านทุกวันไม่รู้ว่าเป็นมัสยิด พอผลักประตูเข้าไป นี่ตาแทบค้างข้างในเป็นห้องละหมาด ใหญ่มากๆ มีหลายที่เลย

ละหมาดอีด เค้าก็มีจัดเอาที่ห้องประชุมของอำเภอ ที่บ้านผมอยู่ ทำเป็น ที่ละหมาดชั่วคราวด้วย ถือว่าที่นี่เค้า ยอมรับศาสนาดีมากๆ

แต่ก็มีหลายคนมีเป็นคนเบลเยี่ยมเอง ที่ เป็น พวก Racist หรือพวก กรีดผิว แบ่งเชื้อชาติ ประมาณนี้เยอะมากๆ ที่โดนหนักๆ ก็จะไม่เอา อาหรับบ้่าง ไม่เอาอิสลามบ้าง ไม่เอายิวบ้าง ไม่เอาเอเซียบ้าง ไม่เอาผิวดำบ้าง หรือบางคนเป็น nationalist ไปเลยคือไม่เอาต่างชาติทั้งหมด แต่เอซียผมว่ายังโดนน้อยกว่าอาหรับเยอะ

สังเกตุได้จากหลังๆ พรรคการเมืองขวาจัด เริ่มได้เสียงมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่เห็นได้ชัดเลยก็ที่ฝรั่งเศส พรรคขวาจัดได้เก้าอี้เป็นรัฐบาลที่นำโดย นาย นิโกลา ชาโกสซี่ ที่พูดนโยบายตอนได้รับตำแหน่งว่า จะพลักดันคนอาหรับออกนอกประเทศเป็นอันดับแรก และอันดับต่อไปก็จะเป็นพวก เอเซีย

การประกาศครั้งนัน้ทำให้ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการจราจนเกิดขึ้นกลางปารีสจาก ประชาชนที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้น 2
มีการเผา รถยนตร์หลายสิบคันที่จอดริมถนนเลย

ถึงแม้ว่าการกรีดผิวหรือ Racist จะเป็นการทำที่ผิดต่อกฏหมายของประเทศแต่การกระทำของคนก็ยังแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน บางครั้งตำรวจเองยังโดนแจ้งความข้อหาเลือกปฏิบัติกับคนต่างชาติ

ที่เบลเยี่ยมก็มีความวุ่นวาย เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีการประท้วงจากกลุ่มขวาจัด และก็การช่วงชิงเก้าอี้ในอำเภอต่างๆที่นับวันเข้าฝ่ายขวาจัดเริ่มจะได้รับเก้าอี้เพิ่มมากขึ้นจนหน้ากลัว ล่าสุด เหมือนจะมีการผ่านกฏหมายที่บังคับในคนใช้ภาษาเนเธอแลนด์เป็นภาษาหลักแทนฝรั่งเศสเลยทีเดียว นี่ก็เป็นปัญหาภายในประเทศอีกปัญหานึงเหมือนกัน

ก่อนที่ผมจะมาไทยก็มีการทะเลาะวิวาทย์ เป็นเหตุจราจรกลางเมืองเกิดขึ้นระหว่างวัยรุ่นต่างชาติซึ่งส่วนมากเป็นชาวอาหรับ กับพวก แก๊ง Skinhead หรือ Skinet เป็นแก๊งวัยรุ่นที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสูงมากๆ มีการฆ่าชาวต่างชาติเกิดขึ้นด้วย

บ้านเมืองเดี๋ยวนี้วุ่นวายมาก….

อย่างผม เรื่องการถูกเหยียดผิวหรือ Racist ผมรู้สึกได้ เมื่อตอนมาเรียนสายอาชีพ โดน อ.แกล้งเยอะมาก ทั้งเรื่องคะแนน เรื่องการเรียน ก็เพราะว่าเราเป็นมุสลิมนี่แหละ แต่ผมเป้นคนที่ยังเงียบๆอะไรๆก็ได้ ก็อาจจะไม่โดนอะไรมาก แต่เพื่อนผมอีกคน ตอนเรียนทำอาหาร ยังเคยโดน อ.ภาคปฏิบัติ คนเดียวกันนี้ แกล้งสารพัด ให้กินนุ้นบ้างนี่บ้างที่เป็นของต้องห้าม เห็นแล้วสงสารเพื่อนเหมือนกัน แต่เราก้ไม่รู้จะทำยังไง
เพื่อนเคยโดนบังคับให้กิน หมู เพื่อนก็ไม่ยอมกิน เค้าก็เลยบอกจะให้ 0 เพื่อนก็ต้องกิน แต่แอบไปคายทีหลัง พอเค้ามาเห็น ก็ ใส่ 0 ให้เต็มๆเลย
เพื่อนๆเคยปรึกษากับครูที่สอนศาสนาที่โรงเรียน
เขาก็เล่าว่ารุ่นก่อนๆก็โดนกันแหละ ก็คงต้องจำใจกินกันไป เพราะมันเลี่ยงไม่ได้

Racist อย่างเปิดเผยมากเลยในแผนกปฏิบัติ บางครั้งพูดจาเหยียบหยามลบหลู่มาก บางครั้งผมแทบจะระงับอารมณ์ไม่ไหวเหมือนกัน บางทีไม่รู้จะทำยังไงดี ก็ดุอาอฺให้อัลลอฮ์ตอบแทนที่เค้าทำกับพวกเราอย่างสาสมเลย ให้สาสมกับที่เค้าเคยด่าทอศาสนาของเรา

ผมเองปีแรก ของ อ. คนนั้นเป้นวิชาทำอาหาร ซึ่งห้ามตกเด็ดขาด คะแนนเก็บทุกเทอมล่วงหมด ซึ่งไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรไม่ดีตรงไหน บางครั้งเข้าใจว่าทำดีกว่าบางคนอีก ของพวกนี้มันให้คะแนนตวามความเห็นของผู้สอน ไม่มีอะไรมาเป็นหลักฐาน เพราะเป็นภาคปฏิบัติล้วนๆ เราก้ไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้แต่ ขอดุอาอ์ สรุปปีแรก พอจบปี ตกไอ้วิชานี้วิชาเดียว วึ่งเค้าบอกว่า ไม่พร้อมที่จะขึ้นชั้นใหม่ ขึ้นไปก็ทำไม่ได้หรอก เคาต้องการให้เรา ต้องโดน ซ้ำชั้น ให้ได้ อ. คนอื่นๆ เค้าก็ พยายาช่วย เจรจากับ อ.คนนี้อยู่หลาย ช.ม. เพราะวิชาอื่นผมคะแนนดีมากๆ(อ.อีกคนเค้ามาเล่าให้ฟังทีหลัง) เค้าก็เลยยอมให้ไปฝึกงานตอนปิดเทอม 1 เดือนแล้วมาสอบ อีกครั้ง ซึ่งสอบกับ อ.ที่จะสอนเราในปีถัดไป

ก็ไปฝึกงานมา 1 เดือน ก่อนไปฝึก ตาม อ.คนที่ให้เราตกว่า เวลามาสอบนี่สอบอะไรบ้าง
เขาก็บอก ว่าง่ายๆ พวกพื้นฐานๆ พวกการหั่นเตรียมและปรุงผักแต่ละชนิด
อาจารย์วิชาฝึกงานก็ไปคุยกับเชฟร้านอาหารให้เน้นสอนเราเรื่องนี้เลยน่ะ

พอจะเปิดเทอมก็ไปสอบ ดุอาอ์เยอะมากๆขอให้ผ่าน
วันจันนทรื ก็ไปบอก อ.ที่เป้นเชฟ ที่ให้เราตกนะแหละ ว่า มาสอบนะ
เค้าบอกให้ไปสอบกับ เชฟที่สอนเราปีหน้าอะ ตอนนั้น ดีใจมากเลย เพราะ เหมือนไม่กดดันแล้วนึกในใจ ขืนสอบกับมึงกูก้ตกอีกนะแหละ ก็เลยขึ้นไปหาเชฟ เค้ากำลังมีการสอบ Qualification ซ่อม ของรุ่นพี่ด้วย ไปรออยู่พักนึง ทีนี้หัวหน้าแผนกปฏิบัติเค้ามาบอกว่า ขอโทษด้วยที่ โรงเรียนลืมสั่งวัตถุดิบมา มาสอบพรุ่งนี้ได้ไหม แล้วก้เห็นเราไปฝึกงานทุกวันไม่ขาดแล้วขยันที่ร้านก็ชมมา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรคงสอบผ่านอยู่แล้ว…

เราก็นึกในใจว่า ทำไม สอบพวกผักง่ายๆมันต้องสั่งของมาด้วยหรอ ของใน ร.ร. มีเยอะแยะ

ก็เลยถามเชฟ ว่าเชฟครับ สอบนี่ให้ทำอะไรบ้างหรอ

เชฟบอกว่า
starter เป็น Fillet de sole , belle maniere
ส่วนอาหารหลักเป็น Pantadeau roti a la Barbanconne

ตอนนั้นคิดในใจเลยว่า โดนแกล้งอีกแล้ว
เรียนมาทั้งปีเคยทำซะที่ไหน

ก็เลยจำๆชื่อ ไป ลองหาใน google เพราะเค้าให้สอบอีกวันนึงแทน เหมือนอัลลอฮ์จะช่วยเราเลย

รุ่งขึ้นไปสอบขอบอกว่าไม่พร้อมเลย พอจะรู้แล้วบ่างอะไรเป็นอะไร แต่มันไม่เคยทำจริงๆนะ
นี่สอบชี้ชะตาตัวเองเลย แถม เจอของที่ไม่เคยทำ
เค้าเรียกว่าสอบซ่อมตรงไหนเนี๊ยะ

อาหารที่ทำจะต้องเอาไปขึ้นโตีะให้ผู้บริหารกิน ตอนเที่ยง 555+
เอา ถึงเวลาก้เริ่มลงมือ สำรวจ ก่อนน่ามันมีอะไรในตระกร้าบ้างแล้วลงมือถือ สรุปว่าสอบผ่าน

รายละเอียดจะเล่าให้ฟังว่าทำอะไรบ้าง

เรื่องอาหารการกิน ที่เป็นพวกอาหาร ฮาล้าล ก็หากินได้ง่ายมากๆ ร้านขายเนื้อมุสลิม ร้าน snack มุสลิม มีอย่างกว้างขวาง

เคยไปที่ตลาดสดที่นึง ดังมากๆ คนขายส่วนมากจะเป็นผู้ชายอาหรับ ขายผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม่กระทั้งพรมละหมาด CD กุรอ่าน หนังสือศาสนา ก็ยังหาซื้อได้ที่นั่น

ผมสังเกตุอยู่อย่างนึงคือ ร้านที่เป็นของคนอาหรับ หรือมุสลิมนี่ คนขายจะเป็นผู้ชาย แทบไม่มีผู้หญิงมาขายของเลย คือภาระการเลี้ยงดูครอบครัว จะเป็นหน้าที่ของผู้ชายอยู่แล้ว
ส่วนการอยู่บ้านทำกับข้าว เก็บกวาด เลี้ยงลูก เป็นหน้าที่ของผู้หญิง ไม่ค่อยเหมือนมุสลิมแถวๆใต้ในไทยเลยแหะ
พวกที่ออกมาขายของเปิดร้านอาหาร หรือแผงลอยต่างๆนี่เห็นชัดๆเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายไม่ค่อยเห็นเลย สงสัยจะไปนั่งตามร้านน้ำชาล่ะมั้ง ฮ่าๆ ไม่รู้เป็นยังไงมาขัดกับที่ศาสนาวางเอาไว้ได้

ถ้าเป็นผมแรกๆ โอเคอาจจะช่วยกันทำมาหากินกับภรรยาก่อน แล้วอีกหน่อยถ้า งานของตัวเองสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ อย่างพอเพียง ก็อยากให้ภรรยาหยุดทำงานแล้วอยู่บ้านดีกว่า ถ้ามีลูกก็เลี้ยงลูกไป หรือถ้าอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ แต่หน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวขอมาจากฝ่ายชาย ไม่อยากให้ต้องทำงานนอกบ้านทั้ง 2 คน จนไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือลูกๆ แบบสังคมไทยแบบนี้ ที่เป็นอยู่ สังคมเริ่มแย่ลง สถาบันครอบครัวเริ่มไม่มั่นคง ต่างฝ่ายต่างมุ่งมั่นหาเงินจนบางครั้งไม่มีเวลาให้ลูก จนเด็กมีปัญหาขาดความรักความอบอุ่น ซึ่งจริงๆแล้วสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานเลย ซึ่งอิสลามก้เน้นถึงสถาบันครอบครัวเป็นสำคัญด้วย
ซึ่งอิสลามให้ความสำคัญกับสถาบันนี้ตั้งแต่แรกเริ่มที่จะตั้งครอบครัวเลยทีเดียว
อันที่จริงแล้วอิสลามวางกรอบให้การดำเนินชิวิตของมนุษย์เอาไว้อย่างสมบูรณ์ในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ถ้าสังคมเอามาใช้ความเสื่อมทรามคงจะำไม่เกิด..

พูดถึงเรื่องสังคม วันก่อน ได้ดู ASTV ฟังคุณสนธิ พูดถึงแนวทางการเมืองใหม่ ที่ นักการเมืองจะต้องมีจริยธรรมเอาธรรมและประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หลายๆข้อที่คุณสนธิพูดมา ผมว่ามันไม่ต่างอะไรกับ รัฐอิสลาม ในสมัยก่อนเลย

หลายๆประเทศในยุโรป มักจะบอกว่า ต้องเอาศาสนาแยกออกจากการเมือง เพราะศาสนากับการเมืองไปด้วยกันไม่ได้
อันที่จริงแล้วผมว่แนวคิดนี้มีจุกประสงค์เพื่อที่จะแยกอิสลามออกจากระบอบการปกครองมากกว่า คือพยายามไ่ม่ให้ประเทศไหนใช้กฏหมายอิสลามในการบริหารจัดการประเทศ หรือจะไม่ให้มีรัฐอิสลามหลงเหลืออยู่เลย ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ประเทศตุรกี ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอิสลาม ได้เปลี่ยนแนวคิดแล้วหัวมาวางตัวเป็นอิสลามสายกลาง(เพิ่งเคยได้ยิน) และประกาศแยกศาสนาออกจากการปกครอง โดยได้มีการออกกฏหมายห้าม สส. มุสลิมะห์ คลุบฮิญาบเข้าสภา

ผมมองว่า ศาสนากับการเมืองต้องไปคู่กัน เพราะเมื่อใดที่ผู้นำขาดคุณธรรม เมื่อนั่น บ้านเมืองล่มจมแน่นอน

ท่านนบีมุฮัมมัดท่าเป็นทั้ง ศาสนา แม่ทัพนักรบ ผู้นำ ซึ่งขณะนั้น ซึ่งตอนนั้น อาณาจักรอิสลามก็ได้มีการตั้งขึ้น
ในศาสนาอิสลาม ก็มีการเก็บภาษีเงินเก็บ นำเงินเข้ามาเป็นกองกลางในการ พัฒนาสังคม ใช้จ่ายให้กับคนยากคนจน
ก็อาจจะคล้ายๆกับระบบภาษีสมัยนี้
เงินในคลังหลวง หรือทรัพย์สาธารณะ ผู้นำนี่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ะนำไปใช้สมบัติเหล่านนั้นเป็นของตัวเองเลย
ท่าน ศาสดา เอง ก็ใช้ชิวิตแบบสมถะ บ้านหลังเล็กๆ อาหารการกินก็น้อยนิด ขนาดที่ว่าบางครั้บแทบไม่รู้เลยว่า มื้อหน้าท่านจะทานอะไรดี ทั้งๆที่ในขณะนัน้ท่านเป็นผู้นำของรัฐ นี่ขนาดเป็นบุคคลที่พระเจ้ารักมากที่สุด ชิวิตท่านยังไม่ได้สุขสบายเลย ทั้งๆที่ถ้าหากท่านต้องการ เพียงแค่ท่านเอ่ยปากขอ พระเจ้าก็ประทานให้ท่านแล้ว หรือ ถ้าหากท่านต้องการท่านก็หาผลประโยชน์จากส่วนกลางได้แต่ท่านไม่ทำ ซึ่งผมเชื่อว่ามุสลิมทุกคน มีความภาคภูมิใจในตัวท่านมาก
ไม่ว่าจะมาในยุคคอลีฟะห์ อย่าง ท่าน อบูบักร คอลีฟะห์ คนที่ 1 ในอิืสลาม ซึ่งปกครองอาณาจักรอิสลาม ต่อจากท่านศาสดาเอง
ท่านก็ใช้ชิวิตอยู่บนความลำบาก ความพอเพียง เป็นถึงผู้นำแต่ก็ยังคงใช้ชีวิตที่ไม่สุขสบายอยู่บนบัลลังค์ ท่านไม่เคยหาผลประโยชน์จากส่วนกลางเลย แม่แต่น้อย ขนาดที่ว่า เมื่อท่านเดินผ่านที่คลังส่วนกลาง ท่านนั้นเอามือปิดจมูก ไม่ใช่ว่ามันเหม็น แต่เพราะว่า น้ำหอมที่ส่งกลิ่มหอมตรงนั้น เป็นของส่วนกลางซึ่งท่านกลัวแม้กระทั้งว่าถ้าท่านสูดดมเข้าไป ก็เสมือนเป็นการละเมิดหรือหรือผลประโยชน์จากส่วนกลาง

ซึ่งผิดกับนักการเมืองสมัยนี้ ที่เอาแต่จะโกยๆๆ
วันนี้เอาแค่ีก่อนครับ เขียนออกมานอกเรื่องมากมาย หาที่กลับไปจุดเดิมไม่ได้แล้ว

ด้วยสลามและดุอาอ์


กลางเมืองบรัซเซล เบลเยี่ยม


ประท้วงต่อต้านอิสลาม ที่แถวๆย่านที่ทำการ EU (ประท้วงแนวนี้ผิดกฏหมายแน่นอน)

นี่ก็การประท้วง แต่โดนจับไป มีการจับกุมทั้งผู้ประท้วง และ นักการเมืองที่มาร่วมด้วย